เทคโนโลยีชีวภาพใหม่ทำให้การฉีดวัคซีนนั้นไม่เจ็บอีกต่อไป

เทคโนโลยีชีวภาพใหม่ทำให้การฉีดวัคซีนนั้นไม่เจ็บอีกต่อไป
กลุ่มนักวิจัยกลุ่มหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่นได้ทำการทดสอบ “เข็มละลายได้” ที่จริงๆแล้วเป็นแผ่นปะที่ไร้ความเจ็บปวดใดๆและใช้งานง่ายเพียงแค่แปะลงไปที่แขนเท่านั้น แถมยังใช้งานได้ผลอีกด้วย เทคโนโลยีเข็มละลายได้ที่ถูกเรียกว่า MicroHyala ก่อนและหลังที่มันจะทำการส่งวัคซีนที่บรรจุไว้เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งในตอนแรกนั้นเข็มทั้งหมดก็จะตั้งตรงและภายหลังจากการ “ฉีด” วัคซีนนั้นแผนปะนี้ก็จะเรียบสนิท ซึ่งเข็มทั้งหมดก็จะหายเมื่อมันเผชิญกับน้ำในเซลล์ผิวของเรา แถมเรายังได้รับวัคซีนโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่นิดเดียวอีกด้วย
ซึ่งทางกลุ่มนักวิจัยได้พบว่าเวลาที่พวกเขาใช้แผนปะ MicroHyala เพื่อให้วัคซีนนั้นมันได้ประสิทธิภาพเท่ากับการใช้เข็มฉีดยาด้วย นอกจากนั้น นี่ก็ยังไม่ใช่หนึ่งในเทคโนโลยีอันไกลโพ้นที่อาจจะมาถึงซักวันในอีกสิบปีข้างหน้าด้วยเพราะแพทย์หลายๆคนก็ได้เริ่มทำการทดสอบแผนปะวัคซีนกับคนแล้ว ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ยอดเยี่ยมทีเดียว – แผ่นปะจะทิ้งรอยแดงไว้ประมาณ 2-3 วันแล้วจากนั้นก็จะหายไป นอกจากนั้นแล้ว มันยังสามารถใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องเข้ารับการฝึกสอนก่อนอีกด้วย โดย Shinsaku Nakagawa ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าของงานวิจัยครั้งนี้จาก Osaka University ได้กล่าวไว้ว่าข้อดีดังกล่าวจะทำให้ MicroHyala นั้น “มีประสิทธิผลเป็นพิเศษในการสนับสนุนการให้วัคซีนในประเทศที่กำลังพัฒนา”
ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องจริงแล้ว แผ่นปะตัวนี้ก็ยังทำให้เป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับพวกเราทุกคนที่จะต้องได้รับวัคซีนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตามเช่นกัน นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ในอนาคตพวกเราจะสามารถรับวัคซีนโดยไม่ต้องรู้สึกเจ็บได้อีกต่อไปแล้ว เพื่อให้การป้องกันโรคโดยใช้วัคซีนมีประสิทธิผลสูงสุด การให้วัคซีนในเด็กจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการให้วัคซีนเนื่องจากในวัยเด็กจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่เพียงพอและอยู่ในระหว่างการพัฒนาทำให้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อวัคซีนสูง ในประเทศไทยมีการกำหนดการให้วัคซีนคล้ายคลึงกันแต่มีการเพิ่มวัคซีนป้องกันวัณโรค ซีจี ป้องกันวัณโรคและไข้ไทฟอยด์เพิ่มเติม และมีข้อแนะนำการให้วัคซีนกันบาดทะยักทุก 10 ปี

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

Maldiveเราไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้คนมากมายในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวที่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เตรียมตัวจะเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมากใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวในการเดินทาง รวมไปถึงการจองเที่ยวบิน โรงแรม ร้านอาหาร และการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นรายการท่องเที่ยว รถเช่า หรือแม้แต่บทความ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านการใช้สื่อทางการตลาดออนไลน์และแอพพลิเคชั่นต่างๆได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น ทำให้ผู้ให้บริการธุรกิจด้านต่างๆหันมาให้ความสนใจพัฒนาสื่อออนไลน์เพื่อตอบสนอง และสามารถดึงดูดผู้บริโภคออนไลน์มากขึ้น

ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การแข่งขันเพื่อครอบครองพื้นที่แสดงข้อมูลนั้นต้องยกให้กับบริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ที่มีพื้นที่มากที่สุด โดยจะเห็นได้จากผลแสดงการค้นหาข้อมูลที่มากที่สุดในทุกสินค้าและบริการการท่องเที่ยว การครอบครองพื้นที่ดังกล่าวนำมาซึ่งจุดเด่นที่แตกต่างกัน การพัฒนาเทคโนโลยีผสมกลมกลืนกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยการพัฒนาต่างๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของโทรศัพท์มือถือ Smart Phone และ Tablet ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งหมายถึงผู้คนจะเชื่อมต่อกันตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกบ้าน ดังนั้นดูเหมือนว่าเทคโนโลยีมีบทบาทในอนาคตอย่างมากในการยกระดับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวของนักเดินทาง เนื่องด้วยบริการบอกตำแหน่งสถานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้จัดหาสินค้าและบริการการท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางต่างๆ มีความสามารถในการติดตาม, โต้ตอบกับนักท่องเที่ยวได้ดีกว่า ทำให้พวกเขาได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและแม่นยำกว่า ซึ่งเป็นการทำให้ความพอใจของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

ความต้องการข้อมูลที่แม่นยำเพื่อสนับสนุนการทำงานประจำวัน ทำให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลายเป็นระบบสากลในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ข้อมูลต่างๆมีการบริหารจัดการและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งยังทำให้สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ทั่วโลกอย่างทันที ซึ่งตรงกันข้ามกับสื่อสิ่งพิมพ์ ระบบเทคโนโลยีทำให้ข้อมูลมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงน้อยและมีต้นทุนส่วนเพิ่มต่ำ นอกจากนี้ยังทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้อย่างไม่มีขอบเขต ซึ่งต่อมามีความสำคัญอย่างมากในโลกธุรกิจรวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลมัลติมีเดีย เช่น รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งช่วยพัฒนาการขายสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีก้าวสู่สังคมดิจิตอลกับการใช้ชีวิตประจำวัน

สังคมดิจิตอลในยุคของเทคโนโลยีที่ได้นำพามนุษย์เราก้าวสู่สังคมดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ กับชีวิตประจำวันที่จะต้องวนเวียนกับการพึ่งพาอุปกรณ์ไฮเทคเพื่อเข้าถึงโลกออนไลน์ที่คอยอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารทั้งส่วนตัวและธุรกิจ ในยุคสมาร์ทโฟนที่นิยมใช้งานจากความคล่องตัวที่สามารถพกพาติดตัวใช้งานสะดวกประกอบกับผู้ให้บริการเครือข่ายที่ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพและความเร็วจนเข้าถึงยุค 4G กัน เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ออนไลน์มากที่สุดเกือบทั้งวันเฉลี่ยสูงถึงวันละ 6.6 ชั่วโมง สำหรับสมาร์ททีวีเริ่มถูกใช้งานทางด้านนี้ มีผู้ใช้งานเฉลี่ยวันละ 3.4 ชั่วโมง

พฤติกรรมการออนไลน์ผ่านอุปกรณ์มือถือส่วนใหญ่จะใช้เพื่อความบันเทิง ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยอ่านข่าวและอ่านหนังสือออนไลน์และค้นหาข้อมูล ขณะที่การใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์พีซีส่วนใหญ่จะใช้งานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล อันดับแรกใช้รับ–ส่ง อีเมล์ ค้นหาข้อมูล อ่านข่าว อ่านหนังสือออนไลน์ เป็นต้น การออนไลน์ผ่านมือถือผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้เปลี่ยนแปลงจากการพูดคุยมาเป็นการเช็คอินผ่านเฟซบุ๊ก แชร์ภาพส่วนตัวในที่สาธารณะเพื่อให้คนติดตาม หรือเพื่อดึงดูดความสนใจจากโลกสังคมออนไลน์และโชว์ด้วยการเซตสถานภาพของตนเองในเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เป็นสาธารณะ เพื่อที่ว่าใครที่สนใจจะเข้ามาเป็นเพื่อนกะตน ก็สามารถเห็นข้อมูลส่วนตัวได้ทุกคน

เด็ก ๆ ในยุคนี้จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการเรียนรู้ตั้งแต่เล็ก ๆ ส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากแรงผลักดันของอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม รวมทั้งขีดความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สูงขึ้น สถาบันการศึกษาหลาย ๆ แห่งได้มีการวางพื้นฐานในเรื่องของเทคโนโลยีดังกล่าวตั้งแต่ในวัยอนุบาล เทคโนโลยีสมัยใหม่นี้เปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้าน มีทั้งคุณและโทษ ภัยของอินเตอร์เน็ตที่เราได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟังอยู่เป็นประจำ คุณพ่อ คุณแม่หรือผู้ปกครองของเด็ก และเยาวชน พึงต้องระวังการใช้อินเตอร์เน็ตของเด็ก และเยาวชน ซึ่งเต็มไปด้วยสื่อลามก ภาพอนาจาร การหลอกลวง ซึ่งอาจนำไปสู่การข่มขืนหรือแม้แต่อาชญากรรมดังเช่นข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์อยู่เป็นประจำ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารกับชีวิตประจำวัน ในการเรียน การทำงาน การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิคส์ และความบันเทิง เป็นการใช้พลังแห่งเทคโนโลยีในการเผยแพร่ และการถ่ายเทความรู้ทำให้เกิดการสื่อสารโต้ตอบสองทางอย่างทั่วถึง ก่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่เกิดขึ้นในทุกสังคม

เทคโนโลยี 3G มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร

dominicosvicariatoaragon.orgในปัจจุบันเราสามารถพบเห็นเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ได้ทั่วไป มนุษย์เป็นผู้ออกแบบเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เกิดความสะดวกสบาย  และเทคโนโลยีซึ่งถูกกล่าวถึงอย่างมากในปัจจุบัน และน่าจะสร้างประโยชน์ให้วงการธุรกิจได้มากหลายหมื่นล้านเลยก็คือเทคโนโลยี 3G

ระบบเคลื่อนที่ 3G ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อการสื่อสารความเร็วสูงแบบไร้สาย สามารถส่งผ่านข้อมูลมัลติมีเดียรูปแบบต่างๆ เป็นการรวมกันระหว่างการนำเสนอข้อมูลผสมผสานกับรูปแบบเทคโนโลยี ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมและพัฒนามาจากเดิมคือ 2G ที่ประเทศไทยกำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ด้วยความที่ 3G ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับประเทศไทยขณะนี้และยังไม่มีการเปิดให้ใช้อย่างเต็มรูปแบบด้วย

เทคโนโลยี 3G ทำให้เราสามารถรับชมโทรทัศน์หรือฟังวิทยุผ่านโทรศัพท์มือถือได้ นอกจากนี้ยังสามารถส่งแฟกซ์ โทรศัพท์ทางไกลไปต่างประเทศ รับส่งข้อความหรือไฟล์ภาพขนาดใหญ่ หรือบางทีเราอาจใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อรับชมรายการวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดหุ้นในกรณีที่เราอยู่นอกสถานที่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลกก็ตาม

ผู้ประกอบการมักต้องประชุมทางธุรกิจกันบ่อยครั้ง และก็บ่อยครั้งเช่นกันที่เรามีนัดประชุมทางธุรกิจในเวลาเดียวกับที่เราติดธุระสำคัญจนไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้ ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขด้วยเทคโนโลยี 3G ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเข้าร่วมประชุมได้จากทั่วทุกมุมโลก โดยผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

เทคโนโลยี 3G สามารถดาวน์โหลดไฟล์และอัพโหลดไฟล์เอกสารสัญญาการซื้อขายต่างๆ ได้อีกด้วย ที่พิเศษมากกว่านั้นคือเป็นการเปิดประตูสู่การทำธุรกรรมออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การโอนเงินออนไลน์ไปยังธนาคารต่างๆ จะมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เรายังสามารถเป็นผู้ให้หรือผู้ส่งข้อมูลข่าวสารและโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่างๆ ของบริษัทไปยังผู้บริโภคได้อีกด้วย

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าความรวดเร็วของเทคโนโลยีทำให้เราสามารถสร้างความได้เปรียบทางด้านข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวนักในธุรกิจ ซึ่งเราสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้กับบริษัทได้อีกทางหนึ่งด้วย ที่สำคัญคือเราต้องเริ่มปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีตัวใหม่นี้ให้เร็วที่สุด ถ้าหากเทคโนโลยีของเราไปได้ไกลจะสามารถสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจมาก

การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังมีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของบุคคล ชุมชน และสังคมลดลง

การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังมีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของบุคคล ชุมชน และสังคมลดลง

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัจจัยที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ไปสู่การกินดีอยู่ดีของประชากรโดยส่วนรวมนั้น คือการมีฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสังคม ทั้งนี้ถึงแม้ว่าการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวล้ำเพียงใดก็ตาม หากไม่เรียนรู้ควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม และคุณค่าของวัฒนธรรมในสังคมของตนเองแล้ว ย่อมส่งผลให้คนในสังคมขาดสมดุล ดังนั้นการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาทางด้านสังคม แบบบูรณาการร่วมกันแล้ว ย่อมส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ พัฒนาไปอย่างยั่งยืน

การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังมีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของบุคคล ชุมชน และสังคมลดลง ดังนี้
1. การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง กระทบต่อคุณภาพชีวิตของบุคคลและสังคม

2.การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมการเมือง ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิต ด้านจิตใจลดต่ำลง เพราะมุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตน เช่น การใช้อาวุธที่ทันสมัย ทำลายล้างมนุษย์ด้วยกันเอง การโจรกรรมข้อมูลในระบบอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
3. ความหมกมุ่นกับเทคโนโลยีเกินพอดี ทำให้คนเราเหินห่างจากธรรมชาติ เช่น เด็กติดเล่นเกม จนไม่สนใจพ่อแม่ การทำงานโดยอาศัยเทคโนโลยี หรือเครื่องผ่อนแรง จนไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้ร่วมงาน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันน้อยลง
4. การใช้ชีวิตที่พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป โดยมุ่งหวังแต่สิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้สูญเสียศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง และเกิดความเคยชิน ส่งผลให้มนุษย์ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี

จากความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์คิดค้นและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิตมากขึ้น เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยให้มีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้นทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก แต่สิ่งอำนวยความสะดวกทำให้สูญเสียศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง และเกิดความเคยชินส่งผลให้มนุษย์ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี